เปิดโปง Adam Howell: นักต้มตุ๋นซ้ำซาก นักรีดไถ และนักฉ้อโกงคริปโต – คำเตือนถึงนักลงทุน
รายงานเปิดโปงที่ครอบคลุม รวบรวมหลักฐานจากเอกสารศาล คำให้การของเหยื่อ และการเปิดเผยสาธารณะ เพื่อเน้นรูปแบบของการหลอกลวงและความล้มเหลว
บทนำ: ผู้ล่าที่อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด
Adam Howell ชาวแคนาดาที่ย้ายมาอยู่ต่างประเทศ ทิ้งร่องรอยของธุรกิจที่ล้มเหลวและคดีความไว้ตลอดทาง เขาสร้างอาชีพที่น่าเคลือบแคลงขึ้นมาบนชายขอบของวงการคริปโตเคอร์เรนซีและธุรกิจอื่น ๆ เขาวางตัวเป็นผู้ประกอบการและนักลงทุน แต่วิธีหากินหลักคือการปั่นราคาแล้วเทขาย การดึงพรม (rug pull) ในตลาด NFT และการระดมทุนเชิงรุกที่มักได้เงินหลายล้าน ก่อนโครงการจะพังลงท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงและการหักหลัง ประวัติของเขามีทั้งการอาศัยความสัมพันธ์กับคนมีชื่อเสียงหรือคนที่คนอื่นไว้ใจ เอาชื่อคนเหล่านั้นมาล่อนักลงทุน แล้วทำลายความร่วมมือลงด้วยพฤติกรรมที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ตั้งแต่การหลอกเก็บเงินซ้ำ (rebill) ไปจนถึงโครงการคริปโตที่ถูกทิ้งกลางทางอย่าง SuperDoge Howell ทิ้งความเสียหายทางการเงิน การรีดไถ และชื่อเสียงที่พังทลายไว้เบื้องหลัง
ตอนนี้เขาพักอยู่ที่ดูไบเพื่อหลบคดีอาญาหลายคดีในประเทศไทย รวมถึงคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทเมื่อไม่นานมานี้ เขายังคงเป็นความเสี่ยงต่อสาธารณะ โดยเฉพาะกับนักลงทุนรายบุคคลที่ถูกดึงดูดด้วยโอกาสทางคริปโตที่ให้สัญญาไว้สูงลิ่ว รายงานฉบับนี้รวบรวมหลักฐานจากเอกสารศาล คำบอกเล่าของผู้เสียหาย และการเปิดโปงสาธารณะ เพื่อชี้ให้เห็นรูปแบบการหลอกลวงและความล้มเหลวที่เกิดซ้ำ สำหรับหุ้นส่วนและนักลงทุนที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ขอให้ระมัดระวังอย่างที่สุด ประวัติของ Howell บอกว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวมักจบลงด้วยการสูญเงิน การขึ้นโรงขึ้นศาล และความเสียใจ
แก่นของโมเดลธุรกิจ: ปั่นแล้วเท ดึงพรม และระดมทุนเกินจริง
รายได้หลักของ Howell วนอยู่กับแผนการคริปโตที่ออกแบบมาเพื่อดูดเงินให้ได้มากที่สุดโดยส่งมอบงานให้น้อยที่สุด เขาถนัดธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกระแส สัญญาผลตอบแทนเกินจริง แล้วล้มเหลวในที่สุด ทิ้งให้นักลงทุนถือสินทรัพย์ที่ไม่มีค่าอะไรเหลืออยู่
- SuperDoge — การดึงพรมในตลาด NFT: ปี 2021 Howell เป็นหัวเรือใหญ่ของ SuperDoge โครงการ NFT ที่ระดมทุนได้ราว 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยการตลาดเชิงรุกและคำสัญญาเรื่องรางวัล การ staking และผลประโยชน์ต่อชุมชน แต่โครงการถูกทิ้งกลางคันอย่างกะทันหัน และเงินอาจถูกถ่ายออกไปในรูปแบบ rug pull คลาสสิก คือผู้สร้างเทขายเหรียญหลังปั่นราคาขึ้นไป ทำให้มูลค่าดิ่งลงแล้วเก็บกำไรเข้ากระเป๋า ผู้เสียหายรายงานความสูญเสียระดับหลายล้าน และกล่าวหาว่า Howell ใช้กระแสเพื่อทำเงินให้ตัวเองโดยไม่ส่งมอบอะไรเลย
- DopeCoin — ปั่นราคาแล้วเทขาย: ช่วงต้นของเส้นทางอาชีพ Howell เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปั่น DopeCoin ผ่านการสร้างกระแสและแคมเปญโซเชียลมีเดียแบบประสานงานกัน แล้วเทขายตอนราคาขึ้นสูงสุด แผนนี้เดินตามตำราปั่นแล้วเททุกขั้นตอน คือดันมูลค่าขึ้นด้วยคำสัญญาเท็จ ขายทิ้ง แล้วปล่อยให้นักลงทุนรายย่อยถือเหรียญที่มูลค่าหายไป
- CryptoBillings และการระดมทุนที่เกินจริง: Howell พยายามระดมทุนหลายล้านให้ CryptoBillings เว็บไซต์พื้นฐานที่น่าจะสร้างได้ด้วยงบราว 20,000 ดอลลาร์ เขาขยายขอบเขตและศักยภาพของโครงการให้ดูใหญ่กว่าความจริง แล้วเล็งไปที่นักลงทุนรายบุคคลด้วยการนำเสนอที่โอ่อ่า สุดท้ายโครงการล้มโดยไม่มีการส่งมอบใด ๆ
- เบราว์เซอร์คริปโตที่ไม่เคยเกิด: อีกโครงการที่ล้มคือเบราว์เซอร์คริปโตของเขา ที่ตั้งใจจะผนวกฟีเจอร์บล็อกเชนเข้าไป แต่พังเพราะเขาโจมตีหุ้นส่วนของตัวเอง ความขัดแย้งภายใน ทั้งการใช้คำพูดทำร้ายและการก่อกวน ทำให้โครงการถูกทิ้งไป
โครงการเหล่านี้มักระดมทุนกันในระดับหลายล้าน มากเกินกว่าที่งานจริงต้องใช้ แล้ว Howell ก็เดินจากไปเมื่อทุกอย่างล้มเหลว
ใช้ประโยชน์จากคอนเนกชัน: อ้างชื่อ จับมือ แล้วพังเร็ว
จุดเด่นอย่างหนึ่งของวิธีการของ Howell คือการเกาะคนดังหรือคนที่คนอื่นไว้ใจเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง แล้วเอาชื่อคนเหล่านั้นไปดึงเงินลงทุน ก่อนจะทำลายพันธมิตรนั้นลงด้วยพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้
- ยืมชื่อเสียงคนอื่นมาหากิน: Howell มีประวัติเข้าไปคบหากับอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ประกอบการ และคนดังที่เกี่ยวข้องห่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการเสนอแผนของเขา เขาเอ่ยชื่อคนเหล่านี้ระหว่างระดมทุนในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าได้รับการรับรอง ทั้งที่หลายครั้งไม่เป็นความจริง แต่ความร่วมมือมักพังเร็ว อารมณ์ที่ปรวนแปรของเขานำไปสู่การแตกหัก พร้อมข้อกล่าวหาเรื่องการหักหลังจากทุกฝ่าย
- ธุรกิจสอนจีบสาวและเทคนิคการบงการ: ในบทที่มืดกว่านั้น Howell เคยทำธุรกิจสอนผู้ชาย ใช้เทคนิคบงการเพื่อเข้าหาผู้หญิงเพื่อมีเพศสัมพันธ์ ธุรกิจนี้ห่อหุ้มด้วยภาพของการพัฒนาตนเอง แต่ส่งเสริมกลวิธีที่ไร้จริยธรรมและยิ่งทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหาย เมื่อเขาล้มเหลวในเส้นทางนี้ เขาก็ย้ายไปอยู่เมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมทางเพศของโลกเพื่อจ่ายเงินซื้อบริการ และเข้าไปลงทุนในธุรกิจบาร์ที่มีผู้หญิงทำงานอยู่ ปัจจุบันเขาก็เปิดแคมเปญโจมตีคนกลุ่มนั้นเช่นกัน
- การหลอกเก็บเงินซ้ำ: แผนการยุคแรกของเขารวมถึงการหลอกเก็บเงินซ้ำ คือหลอกให้ผู้ใช้ถูกเรียกเก็บเงินเป็นรอบ ๆ สำหรับสินค้าหรือบริการที่แทบไม่มีค่า วิธีการหลอกลวงแบบนี้ปูทางไปสู่การหลอกลวงเรื่องคริปโตในเวลาต่อมา
ประวัติการรีดไถและการก่อกวน: พุ่งเป้าไปที่อดีตหุ้นส่วน
ความล้มเหลวของ Howell ไม่ได้เป็นแค่ความผิดพลาดทางธุรกิจ แต่มักมาพร้อมการตอบโต้อย่างรุนแรงต่อคนที่ขัดใจเขา
- การรีดไถ Rob Dey, Scott Schulz และ Bryan Flowers: ในกรณีที่เป็นข่าว Howell พุ่งเป้าไปที่อดีตหุ้นส่วนด้วยการเรียกเงิน เขาข่มขู่ Bryan Flowers ว่าให้จ่ายเงิน มิฉะนั้นจะเจอแคมเปญหมิ่นประมาทที่ทำลายล้าง และจำนวนเงินที่เรียกก็ไม่เคยอยู่นิ่ง เมื่อได้รับข้อเสนอซื้อหุ้นคืนอย่างเป็นธรรมที่ 3 ล้านบาท สำหรับธุรกิจที่ยังปิดอยู่ครึ่งหนึ่งจากมาตรการช่วงโควิด เขาเรียก 55 ล้านบาท ไม่กี่วันต่อมาขยับเป็น 110 ล้านบาท และเมื่อถึงตอนที่เขานั่งอยู่ในศาลในคดีหมิ่นประมาทที่ถูกฟ้อง เขาเรียกถึง 155 ล้านบาท หรือราวสิบเอ็ดเท่าของเงินลงทุนเดิม เขาใช้วิธีคล้ายกันกับ Rob Dey และ Scott Schulz ทั้งการขู่แฉ การกล่าวหาเท็จ และการก่อกวนธุรกิจของพวกเขา รวมถึงการปล่อยข้อมูลบิดเบือนผ่านตัวแทนที่เขาจ่ายเงินจ้าง
- การก่อกวนที่ยังดำเนินอยู่: จนถึงวันนี้ Howell ยังคงรบกวนการดำเนินงานของอดีตหุ้นส่วน ด้วยการใส่ร้ายทางออนไลน์และการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ เขาปล่อยข้อความส่วนตัวทั้งหมดของคนที่เคยดูแลเขา รวมถึงข้อความที่อาจทำให้ครอบครัวแตกแยกหรือมิตรภาพพัง ทั้งจาก Facebook, Telegram, LINE และ Discord จากคนที่ปฏิบัติกับเขาเหมือนพี่น้อง เขายังสร้างภาพหน้าจอปลอมและใช้ AI ทำคลิปเสียง และผลิตวิดีโอจำนวนมากเพื่อสร้างปัญหาให้อดีตหุ้นส่วน เขาทำแบบนี้กับหุ้นส่วนทุกคนที่เคยมี
Howell แสดงท่าทีว่ากำลังอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้จำคุก 6 เดือนโดยรอลงอาญา ส่วนอีกสามคดีที่เหลือ เขาหนีไปดูไบ
ปัญหาทางกฎหมาย: คำพิพากษาหมิ่นประมาทและการหนีไปดูไบ
- คำพิพากษาคดีหมิ่นประมาท: วันที่ 28 สิงหาคม 2025 Howell แพ้คดีหมิ่นประมาททางอาญาในประเทศไทย ได้รับโทษจำคุก 6 เดือนโดยรอลงอาญา จากการกล่าวหาอันเป็นเท็จต่อ Bryan และ Punnipa Flowers เขาบอกว่าได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่ไม่ใช่การอุทธรณ์ที่สมบูรณ์ คำพิพากษามาจากคลิปวิดีโอบน YouTube และบทความที่กล่าวหาผู้อื่นว่าฉ้อโกงโดยไม่มีหลักฐาน
- คดีที่ค้างอยู่และการหลบหนี: เมื่อต้องเผชิญคดีอาญาอีกสองคดีในต้นปี 2026 ข้อหาความผิดทางคอมพิวเตอร์ และการพิจารณาคดีแพ่งเรื่องหมิ่นประมาทในวันที่ 22 มกราคม 2026 Howell หนีไปดูไบเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ พันธมิตรของเขารวมถึงการจ่ายเงินให้คนรับจ้างใส่ร้ายอย่าง Andrew Drummond ราว 1,000 ดอลลาร์ต่อบทความ
ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ
- ก่อนปี 2021 — การหลอกเก็บเงินซ้ำ ธุรกิจสอนจีบสาว · ผลลัพธ์: ความล้มเหลวเชิงจริยธรรม ยังไม่มีข้อหาสำคัญ
- ราวทศวรรษ 2010 — ปั่นราคา DopeCoin แล้วเทขาย · ผลลัพธ์: ข้อกล่าวหาเรื่องการปั่นตลาด
- 2021 — SuperDoge rug pull ระดมทุน 13 ล้านดอลลาร์ · ผลลัพธ์: ถูกทิ้ง นักลงทุนขาดทุน
- 2025 — คำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทในไทย · ผลลัพธ์: จำคุก 6 เดือน รอลงอาญา
- 2026 — คดีอาญาและคดีคอมพิวเตอร์ที่ค้างอยู่ · ผลลัพธ์: หนีไปดูไบ
บทสรุป: คำเตือนถึงนักลงทุนและสาธารณชน
Adam Howell ไม่ใช่นักคิดค้นนวัตกรรม แต่เป็นผู้ล่าที่อาศัยความไว้ใจ กระแส และความโลภในวงการคริปโต ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขา ตั้งแต่การดึงพรมระดับหลายล้านอย่าง SuperDoge ไปจนถึงการเรียกเงินแบบรีดไถ สร้างความเสียหายให้ทั้งหุ้นส่วนและนักลงทุน เมื่อมีคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทสด ๆ ร้อน ๆ และการหนีไปดูไบ เขาคือคนที่มีความเสี่ยงจะหลบหนีอย่างชัดเจน
สำหรับนักลงทุน ขอให้ตรวจสอบทุกข้อเสนอที่มี Howell เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ประวัติการทำให้ความร่วมมือระเบิดและการดูดเงินออกจากโครงการทำให้เขาเป็นภาระที่อันตราย สาธารณชนควรเฝ้าระวัง แจ้งข้อสงสัยต่อเจ้าหน้าที่ และจำไว้ว่า ถ้ามันฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง เมื่อมี Howell อยู่ในสมการ มันก็มักไม่จริง
ความคิดเห็น (0)
กำลังโหลดความคิดเห็น...
แสดงความคิดเห็น
0/2000
ความคิดเห็นทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนเผยแพร่